หลังจากได้งานที่สำนักข่าววิทยุในตำแหน่งเดิมคือ คนแปลข่าวต่างประเทศ แม้เนื้องานจะเหมือนเดิมคือนั่งแปลข่าวที่รับมาจากเทเล็กซ์เมืองนอก แต่ที่ต่างกันไปบ้างคือ ข่าวที่แปลสำหรับออกในวิทยุนั้น ไม่ต้องแปลยาวเหมือนแปลในหนังสือพิมพ์
หลักการเขียนข่าวของสำนักข่าวต่างประเทศ ส่วนใหญ่ย่อหน้าแรกคือส่วนที่เป็นเนื้อหาหลักสำคัญ ส่วนย่อหน้าท้ายๆ นั้นส่วนใหญ่จะเป็นส่วนเสริมหรืออาจจะเรียกว่าเป็นประเด็นรองลงไป ซึ่งถ้าเนื้อที่มีมากพอเราก็อาจจะแปลทั้งหมด แต่ในกรณีที่มีเนื้อที่ในหน้าหนังสือพิมพ์จำกัด เราก็จะตัดเนื้อหาท้ายของข่าวทิ้งไปได้เลยก็ได้ เพราะมันไม่สำคัญมาก
พอมาแปลข่าววิทยุปุ๊บ ส่วนใหญ่ผมจะแปลโดยหยิบเอา ๒-๓ ย่อหน้าแรกมาแปลเท่านั้น เพราะข่าววิทยุจะสั้น ใช้เวลาน้อย ดังนั้นจึงต้องแปลเอาประเด็นโชะๆ เลยว่าข่าวนั้นๆ เขาพูดถึงอะไร หรือเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น
สไตล์การทำงานข่าววิทยุจะแตกต่างจากหนังสือพิมพ์ราย ๓ วันที่ผมเคยทำอย่างสิ้นเชิง เพราะมันมีข่าวทุกต้นชั่วโมง เราต้องตื่นตัวตลอดเวลา เรียกว่าเฝ้าเครื่องเทเล็กซ์อยู่ตลอดคอยดูว่า จะมีข่าวอะไรใหม่ๆ ที่ส่งมาบ้าง ไม่เหมือนตอนทำหนังสือพิมพ์มันมีเวลาให้เราอ้อยอิ่งได้บ้าง
ปรกติผมจะต้องแปลข่าวทิ้งไว้ทุกชั่วโมง จากนั้นก็จะมีหัวหน้าข่าวมาเลือกข่าวไปให้ผู้ประกาศอ่าน มีบ้างเหมือนกันที่ข่าวที่แปลไว้ไม่ได้เอาไปใช้ออกอากาศ เพราะข่าวในประเทศมีเรื่องที่สำคัญเข้ามาหลายเรื่องมากกว่า ข่าวต่างประเทศก็ต้องโดนตัดไป เนื่องจากข่าวต้นชั่วโมงจะใช้เวลาไม่เกิน ๕ นาที ข่าวๆ หนึ่งก็จะใช้เวลาอ่านประมาณนาทีเศษๆ ดังนั้นข่าวช่วงหนึ่งก็จะมีประมาณสัก ๓ ข่าวเต็มที่
ลำดับความสำคัญของข่าว แน่นอนว่าอันดับหนึ่งก็คือข่าวการเมือง ตามมาด้วยข่าวเศรษฐกิจ ข่าวต่างประเทศ และข่าวกีฬา
ช่วงแรกที่มาทำงานที่ใหม่ ผมก็ต้องเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบการทำงานแบบใหม่นี้อยู่ประมาณ ๒ อาทิตย์เห็นจะได้ หลังจากนั้นพอเริ่มคุ้นชินกับสไตล์ทำข่าววิทยุ ผมก็ไม่มีปัญหาอะไร
วิธีแปลข่าวของผมก็คือ นั่งแปลและพิมพ์ใส่คอมพิวเตอร์จากนั้นก็ค่อยสั่งพิมพ์ออกมา แล้วก็จะนำไปวางทิ้งไว้ที่ตะกร้าข่าว รอให้หัวหน้าข่าวมาเลือกไป ช่วงมาทำแรกๆ ผมก็จะแปลข่าวทิ้งเอาไว้เยอะมาก แต่ถูกเอาไปใช้จริงๆ ไม่กี่ข่าว พอทำงานไปได้สักระยะก็ชักจะเริ่มเก๋า ก็จะเริ่มแปลน้อยลงไม่แปลทิ้งไว้ แต่จะใช้วิธีเลือกดูข่าวจากต่างประเทศเป็นชั่วโมงต่อชั่วโมง
เนื่องจากแปลข่าววิทยุมันไม่ยาวมาก ผมจึงใช้เวลาแปลเต็มที่ไม่เกิน ๑๕ นาทีต่อข่าว คือเน้นจับเอาประเด็นหลักๆ มาแปล แล้วก็เพิ่มรายละเอียดเข้าไปอีกนิดหน่อยก็พอ
แต่ก็ไอ้เพราะเริ่มทำตัวเก๋านี่แหละทำให้บางครั้งก็เกือบซวยเหมือนกัน เพราะพอมาแปลข่าวชั่วโมงต่อชั่วโมง มันก็มีบ้างบางชั่วโมงที่มัวแต่นั่งเมาท์เพลินจนลืมดูเวลาว่าจะเข้าช่วงข่าวแล้ว จนผู้ประกาศมาสะกิดถามหาข่าวต่างประเทศนั่นแหละถึงได้รู้ตัว ทีนี้ไฟลนก้นเลย สับสปีดเร็วกว่านรก บอกผู้ประกาศข่าวให้เข้าห้องไปอ่านข่าวอื่นก่อน เดี๋ยวข่าวต่างประเทศจะตามไป
เรียกว่าแปลกันเดี๋ยวนั้น พิมพ์กันเดี๋ยวนั้น เร่งกันด่วนจี๋ ชนิดที่พอผู้ประกาศรับกระดาษข่าวที่เราแปลไปมือแทบไหม้
แต่เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนักหรอก ก็แค่อย่างสร้างความตื่นเต้นให้กับชีวิต แหะๆ
ผมโชคดีที่พี่ปองแกให้อิสระในการทำงานเต็มที่ แม้ว่าจะมีพี่บุษเป็นหัวหน้าโดยตรงผมอีกที แต่พี่บุษก็ปล่อยให้ผมเลือกข่าวเอง แปลเองไปเลย ส่วนแกจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการแปลข่าวสกู๊ปซึ่งจะต้องเอาไว้ออกอากาศตอนหัวค่ำ วันๆ หนึ่งแกจึงมีมุมของแก ไม่ค่อยได้มาสุงสิงกับผมเท่าไหร่ ผมก็เลยคล้ายกับว่าเป็นคนรับผิดชอบข่าวรายชั่วโมงด้วยตัวเอง ขอให้มีข่าวแปลส่งทุกชั่วโมงเป็นพอ ที่เหลือเขาค่อนข้างเชื่อประสบการณ์ของผมจากเครดิตที่ทำงานเก่าพอสมควร ถึงตรงนี้ก็ต้องนึกขอบคุณชื่อเสียงของที่ทำงานเก่าผมไว้เหมือนกัน
แม้จะต้องกลับมานั่งทำงานแปลอีก แต่ช่วงนั้นผมก็สนุกกับงานมาก อาจจะด้วยบรรยากาศที่ทำงานไม่ซีเรียสเหมือนที่เก่า แถมเพื่อนร่วมงานก็รุ่นๆ เดียวกันเป็นเด็กเพิ่งจบกันแทบทั้งนั้น ช่วงนั้นเลยค่อนข้างจะทำงานด้วยความสุข นั่งทำงานอยู่จนดึกจนดื่นแทบทุกวัน
แต่ความคิดที่อยากจะเป็นนักข่าวของผมก็ยังมีอยู่ตลอด แน่นอนว่าผมเห็นเพื่อนนักข่าววิ่งเข้าวิ่งออกออฟฟิศ ในขณะที่ผมนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศอย่างเดียวก็อยากจะออกไปทำข่าวบ้าง แต่ก็นั่นแหละมันยังไม่มีช่องทางที่ผมจะได้ย้ายไปทำงานเป็นนักข่าวได้ง่ายๆ แต่บรรยากาศโดยรวมก็ยังถือว่าดีกว่าตอนทำงานอยู่ที่เก่า
แล้วจู่ๆ สิ่งที่ผมรอคอยก็มาถึงโดยไม่คาดฝัน เมื่อวันหนึ่งพี่ปองเรียกผมเข้าไปคุยโดยที่ประชุมมีหัวหน้าข่าวสายต่างๆ นั่งอยู่กันครบ ผมเข้าไปฟังด้วยจึงรู้ว่าเขากำลังเตรียมการทำข่าวการประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หรือที่เรียกสั้นๆ กันว่า “เอเปก” งานเดียวกันกับที่บ้านเราเคยเป็นเจ้าภาพไปเมื่อไม่กี่ปีนี่เอง
ในปีที่ผมทำงานอยู่นั้น เจ้าภาพการประชุมเอเปกคือประเทศอินโดนีเซีย ตอนแรกผมเข้าใจว่าพี่ปองจะให้ผมเข้าไปรับ Brief งานของฝ่ายต่างประเทศที่อาจจะต้องมีงานแปลชิ้นพิเศษในช่วงงานเอเปก แต่สิ่งที่ผมนึกไม่ถึงก็ออกมาจากปากพี่ปอง
“พี่คิดว่า เราจะส่งนักข่าวไปทำข่าวเอเปกที่โน่น ซึ่งพี่ตัดสินใจแล้วว่า นกงานนี้เธอต้องไป” คำพูดของพี่ปองเล่นเอาผมอึ้งไปสักพักนึง ก่อนที่จะตั้งสติได้แล้วตอบพี่ปองไป
“คือผมไม่แน่ใจว่า ผมจะทำได้หรือเปล่า แบบว่าผมยังไม่เคยออกไปทำข่าวจริงจังเลยสักครั้งเดียว ผมไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่”
“พี่เชื่อว่า เธอทำได้ เธอมีความสามารถอยู่แล้ว”
แม้ตอนนั้นผมจะไม่มีความมั่นใจเลยว่า ผมจะทำงานชิ้นนี้ได้หรือไม่ เพราะมันเป็นงานใหญ่มาก ไม่ใช่แค่ทำข่าวระดับประเทศ แต่มันเป็นการทำข่าวระดับนานาชาติ แต่ในใจผมตอนนั้นมันบอกกับตัวเองว่า ผมไม่มั่นใจเลย แต่ผมก็รู้สึกว่าอยากจะทำงานชิ้นนี้มากๆ
หัวหน้าข่าวหลายๆ คนคัดค้านความคิดพี่ปองเพราะคิดว่าผมยังใหม่เกินไป แต่พี่ปองก็ยังยืนยันว่าจะส่งผมไปโดยให้เหตุผลว่า แกต้องการสร้างคนขึ้นมา
“พี่โตมาจากการที่ผู้ใหญ่ให้โอกาสพี่มาตลอด วันนี้พี่ก็เลยอยากจะให้โอกาสน้องมันบ้าง ถ้าเราไม่เปิดโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่ได้ทำงานระดับนี้บ้าง มันก็จะไม่มีคนใหม่ๆ พัฒนาขึ้นมา”
ตอนนั้นผมหัวใจพองโตมากเมื่อได้ยินพี่ปองให้เหตุผลแบบนี้กับหัวหน้าข่าวทุกคน หลังจากนั้นแนวคิดแบบพี่ปองจึงเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของผมในเวลาต่อมา เมื่อผมมีศักยภาพที่จะให้โอกาสใครได้ ผมจะหยิบยื่นโอกาสอันนั้นให้กับคนอื่นๆ ทันที
ถึงตรงนี้ผมทำงานกับที่ทำงานใหม่ได้ยังไม่ถึง ๓ เดือนดี จะว่าไปยังไม่พ้นโปรฯ ด้วยซ้ำ แต่ผมกำลังจะได้เดินทางไปทำข่าว ในสายงานอาชีพที่ผมใฝ่ฝันอยากจะทำมานาน แถมได้ไปทำข่าวถึงต่างประเทศซะด้วย
ได้แต่รู้สึกในตอนนั้นว่า “มันเกินฝันไปมากจริงๆ”
โปรดติดตามตอนต่อไป