Posted by: voiceofbird | กรกฎาคม 8, 2007

จะใส่สูททำไม

เนื่องในวันที่ 7 เดือน 7 ปี 07 ที่ผ่านมา
เขามีคอนเสิร์ตเพื่อรณรงค์หยุดภาวะโลกร้อน
ขณะนั่งดูข่าวจากทีวี
เห็นพีธีกรเขารายงานเรื่องนี้
แล้วก็ตบท้ายด้วยการรณรงค์ให้คนดูช่วยกัน
ดูแลโลก หยุดภาวะโลกร้อน

แต่…
พิธีกรในรายการแต่งตัวใส่เสื้อสูทกันทุกคน
จะใส่ทำไมครับ
ถ้าแอร์ในห้องส่งเย็นเกินไปก็หรี่แอร์ลง
แบบนั้นถึงจะเรียกว่าช่วยกัน
บ้านเราเมืองร้อน ไม่ต้องดัดจริตใส่สูทออกทีวีก็ได้
คิดว่าใส่สูทจัดรายการ มันเท่มากหรือ
ใครสั่งใครสอนให้ทำ

เริ่มต้นที่ตัวเองยังไม่ได้
แล้วมาประกาศให้คนช่วยกันรณรงค์หยุดโลกร้อน
หรือจะขอตามกระแสกันอย่างเดียวหรือเปล่า
สื่อสมัยนี้

Posted by: voiceofbird | กรกฎาคม 5, 2007

ตอร์เรสมาแล้ว

ในที่สุด เจ้าก็มา

torres.jpg

ยินดีต้อนรับ
ยิงให้ระเบิดเลยนะไอ้น้อง

Posted by: voiceofbird | มิถุนายน 19, 2007

๗.ขวัญใจนักข่าว

หลังจากรู้ตัวแล้วว่าจะได้ไปทำข่าวครั้งแรก และไปถึงต่างประเทศ ผมแทบจะตบหน้าตัวเองวันละหลายๆ รอบ เพราะว่ามันยิ่งกว่าฝันที่ผมเองแทบไม่เคยคิด

เพื่อเป็นการสร้างความคุ้นเคยในการทำข่าวในสนามจริง ผมจึงถูกส่งให้ออกไปเกาะติดสถานการณ์ก่อนการเตรียมตัวเดินทางไปประชุมเอเปกของฝ่ายรัฐบาลไทย ซึ่งแน่นอนว่าสถานที่ที่ผมจะต้องเข้าไปทำข่าวก็คือ ทำเนียบรัฐบาล

ในช่วงนั้น หน้าที่หลักผมยังคงเป็นการทำงานแปลข่าวอยู่ดี เพียงแต่ถ้ามีกำหนดการอะไรที่เกี่ยวกับเอเปก ผมก็ต้องออกไปลุยได้ทันที ตอนนั้นฝ่ายต่างประเทศรับคนแปลข่าวเพิ่มมาได้อีกคน ผมเลยได้ออกไปทำข่าวข้างนอกได้บ่อยขึ้น

ในช่วงแรกที่ไปทำข่าว ผมยอมรับว่ายังเงอะงะอยู่มาก ทำอะไรไม่ถูกไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี เอาเข้าจริงๆ แล้วอาชีพนักข่าวมันไม่มีใครสอนได้ ต่อให้เรียนนิเทศฯ มาก็เถอะ เพราะทฤษฎีในตำรากับการทำงานในชีวิตจริงมันต่างกันสิ้นเชิง การจะเป็นนักข่าวที่ดีได้มันต้องฝึกฝนทักษะจากการทำงานในสนามจริงเท่านั้น

และในความเป็นจริงนักข่าวส่วนใหญ่กลับจบมาจากสาขาอื่นซะมากกว่าจะเป็นนิเทศฯ หรือวารสารฯ อย่างผมเองก็ไม่ใช่ และเพื่อนๆ อีกหลายคนๆ ในที่ทำงานก็ไม่ใช่ อาชีพนักข่าวเป็นอาชีพที่ต้องเรียนรู้ และแสวงหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ มิฉะนั้นเมื่อเรารู้น้อย หรือไม่ฉลาดเท่าคนอื่น เราอาจจะตกเป็นเครื่องมือของคนให้ข่าวได้ หรือเรียกง่ายๆ ว่า ถูกแหล่งข่าวหลอกใช้ ซึ่งก็มักจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในวงการสื่อเสมอ

ด้วยความที่ผมยังอ่อนประสบการณ์ รวมทั้งงานที่จะต้องรับผิดชอบอาจจะใหญ่เกินตัวไปก็ได้ พี่ปองเลยตัดสินใจส่งพี่ปุ๊ บ.ก.ข่าวเศรษฐกิจไปเอเปกกับผมด้วย ตัวผมเองก็ไม่มีปัญหาอะไร ตรงกันข้ามกลับรู้สึกดีเสียอีกที่จะได้มีเพื่อนร่วมทางด้วย

ช่วงนั้นผมเลยเริ่มสนิทกับพี่ปุ๊มากขึ้น และเริ่มเห็นช่องทางที่ตัวเองจะได้ย้ายมาทำงานเป็นนักข่าวเต็มตัวเสียทีโดยผ่านทางพี่ปุ๊นี่แหละ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมต้องโชว์ฝีมือในการทำข่าวให้เป็นที่ประจักษ์ให้ได้ก่อน

การไปทำข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ก็เหมือนกับการไปฝึกงานของผมนี่เอง ช่วงแรกๆ ส่งข่าวมาก็ไม่ค่อยได้ออกอากาศ อาจจะเป็นเพราะประเด็นที่ผมส่งมายังดูพื้นๆ ผมเองอาจจะยังจับประเด็นสำคัญไม่ถูกก็เป็นได้ ผมเลยต้องใช้วิธีศึกษาเพิ่มเติมด้วยการไปหาซื้อหนังสือที่เกี่ยวข้องมาอ่าน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เห็นมั้ยล่ะว่า เรียนนิเทศฯ มาเขาสอนอะไรแบบนี้ซะที่ไหน

การโผล่ไปทำข่าวที่ทำเนียบฯ บ่อยๆ ก็ช่วยได้มาก เพราะมันทำให้เราได้ใกล้แหล่งข้อมูลมากขึ้น และยิ่งใกล้วันประชุมก็จะยิ่งมีข้อมูลใหม่ๆ ออกมามากมาย จนช่วงนั้นผมหอบเอกสารเป็นปึกๆ กลับบ้านแทบทุกวัน

แต่ก็เหมือนบ้าพลังนะ ผมก็นั่งตะลุยอ่านและทำสรุปย่อเป็นประเด็นๆ เอาไว้ในสมุดโน้ตส่วนตัว ดูสิสมัยเรียนยังไม่ขยันเท่านี้เลย คือตอนนั้นผมรู้ตัวว่า ผมอ่อนประสบการณ์กว่าคนอื่นๆ มาก แล้วข่าวเศรษฐกิจมันมีศัพท์เทคนิคเชิงวิชาการเยอะ ผมกลัวตัวเองโง่แล้วทำข่าวไม่รู้เรื่องก็เลยจำเป็นต้องอ่านข้อมูลต่างๆ เอาไว้ให้ได้มากที่สุด

การหาความรู้นอกจากมีอยู่ในเอกสารที่เขาแจกมาให้แล้ว อีกแหล่งความรู้หนึ่งที่ถือเป็นครูชั้นดีก็คือ ตัวแหล่งข่าวที่รับผิดชอบงานนั้นๆ นั่นเอง สำหรับการประชุมเอเปกในครั้งนั้น หัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทยก็คือ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกฯ อยู่ในขณะนั้น

ช่วงนั้นผมจะส่งข่าวของดร.ซุป (ชื่อเล่นๆ ที่บรรดานักข่าวชอบเรียกกัน บางทีก็เรียกแกว่า “รองซุป”) ค่อนข้างเยอะมาก เพราะแกเป็นคนรับผิดชอบงานนี้โดยตรง แต่ที่สำคัญที่สุดสำหรับผมก็คือ แกเป็นคนที่ให้ข่าวได้ดีมาก ให้ข่าวแบบที่เรียกว่าคนฟังไม่งง เข้าใจง่าย และประเด็นชัดเจน

ตอนแรกผมนึกว่า ผมรู้สึกไปเองคนเดียว แต่หลังจากทำงานไปสักพักแล้วถึงรู้ว่า นักข่าวคนอื่นๆ ก็รู้สึกเช่นเดียวกัน เอาไว้ผมจะพูดถึงความน่ารักของดร.ซุป ที่ทำให้กลายเป็นที่รักของนักข่าวไทยหลายๆ คนในโอกาสต่อไป

ในขณะที่ดร.ซุป เป็นที่รักของนักข่าว แต่คนที่เป็นขวัญใจของนักข่าวที่แท้จริงในขณะนั้นโดยเฉพาะกับนักข่าวสาวๆ เห็นจะหนีไม่พ้น เลขาฯ ส่วนตัวของดร.ซุป นั่นเอง ตอนนั้นเขาเพิ่งเป็นคนหนุ่มที่เข้ามาทำงานการเมืองให้กับพรรคประชาธิปัตย์ได้ไม่นาน และยังมีดีกรีเป็นดอกเตอร์เหมือนกัน แถมที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เขามีใบหน้าที่หล่อเหลาบาดตาบาดใจนักข่าวสาวๆ เป็นยิ่งนัก เรียกว่าการศึกษาดี ชาติตระกูลดี หน้าตาดี แหม..เพอร์เฟคไปหมดสำหรับสาวๆ ซึ่งบุคคลคนนี้ก็คือ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนปัจจุบันนี่เอง

ใช่แล้วเขาคือ ดร.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นักการเมืองที่หนุ่มที่สุดและหล่อที่สุดในเวลานั้น

โปรดติดตามตอนต่อไป
 

ข่าวเกี่ยวกับดาราสาวที่ชื่อ “แนน อมิตตา” ว่าด้วยเรื่องการเขียนหนังสือแฉชีวิตตัวเองที่นอนกับผู้ชายดังๆ ในวงการบันเทิงถึง ๑๗ คน จนถึงเรื่องที่เธอท้องไม่มีพ่อ ดูเหมือนจะเป็นข่าวที่สื่อต่างๆ ให้ความสนใจ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ (หัวสี) ที่ให้ความสำคัญขึ้นหน้าหนึ่งแทบทุกฉบับ และตามข่าวเธอจนกระทั่งคลอด

แต่สุดท้ายเรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับเธอก็ถูกสารภาพอย่างหมดเปลือกว่า เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ งานนี้เล่นเอาสื่อมวลชนบ้านเรากุมขมับมึนตึ้บกันเป็นทิวแถว เพราะไม่คิดว่าเรื่องราวอันหวือหวาฮือฮาที่ขายได้ของเธอจะกลายเป็นเรื่องปั้นน้ำเป็นตัวแบบหน้าตาเฉยเยี่ยงนี้

โทษใครดี โทษใครเล่า เจ้าสื่อมวลชนทั้งหลาย ถ้าไม่โทษตัวเองที่ทำข่าวแบบมักง่าย ไม่เช็คข้อมูลให้ดีๆ สนเพียงแต่ว่าอะไรเป็นประเด็นที่แรง น่าจะขายได้ก็รีบเขียนเป็นข่าวไปก่อน เล่นตามกระแสไปวันๆ สื่อเอง ณ วันนี้กลายเป็นทุนนิยมเต็มตัว อะไรก็ตามที่คิดว่าขายได้ ก็ทำเป็นข่าวไว้ก่อนโดยไม่ได้สนใจว่า ตัวเนื้อข่าวนั้นจะให้อะไรกับคนอ่านบ้าง

อย่าบอกว่าข่าวแนนเป็นการสะท้อนสังคมแหลกเหลวในปัจจุบันเลย เพราะข่าวที่เห็นๆ ทุกวันนี้ก็เล่นตามกระแสไปวันๆ เอามันเข้าว่า หาได้นำเสนอประเด็นให้รอบด้านไม่ หากมุ่งจะสะท้อนสังคมจริงๆ ควรจะมีการนำเสนอข้อมูลในเชิงสังคมหรือจิตวิทยาประกอบด้วย แต่ที่เราเห็นกันทุกวันนี้ไม่มีแง่มุมใดๆ มากไปกว่าการท้องไม่มีพ่อ ใครเป็นพ่อเด็ก ซึ่งก็ไม่สามารถบอกได้ นอกจากคาดเดากันไป สรุปแล้วผู้อ่านจะอ่านหรือไม่อ่านข่าวนี้ ก็ไม่ได้โง่น้อยลงไป หรืออ่านแล้วก็ไม่ได้ยกระดับชีวิตตัวเองให้ดีขึ้นแต่อย่างใด

อีกประเด็นหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนประเด็นว่า สื่อมวลชนบ้านเราน่าจะอยู่ในขั้นที่ใกล้จะเรียกได้ว่า “ล้มละลายทางความน่าเชื่อถือ” หรือ “หมดสิ้นความเป็นกระบอกเสียงของประชาชน” กลายเป็น “ทุนนิยมในคราบสื่อ” อย่างเต็มตัว นั่นก็คือการนำเสนอเรื่องข่าวจตุคามรามเทพอย่างต่อเนื่อง

ยอมรับว่าในช่วงแรกของการตื่นตัวของผู้คนที่มีต่อจตุคามรามเทพ มันมีคุณค่ามากพอในการนำเสนอเป็นข่าว แต่หลังจากนั้นการถือกำเนิดของจตุคามรามเทพในอีกหลายๆ รุ่นถัดมานั้น ล้วนเป็นเรื่องของการตลาดทั้งสิ้น เป็นการทำงานของสื่อกับนายทุน (ผู้จัดทำจตุคามฯ) ได้อย่างสอดคล้องและลงตัว

ไม่ต้องแปลกใจถ้าเราจะเห็นหน้าหนึ่งเสนอข่าวว่า วัดนั้นวัดนี้กำลังจะปลุกเสกจตุคามฯ แล้วหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันนั้นมีโฆษณาขายจตุคามกันอย่างโจ๋งครึ่มทั้งหน้าในไปจนถึงหน้าหลัง (บางทีข่าวหน้าแรก ก็อาจจะเป็นเนื้อที่โฆษณาแฝงโดยที่คนอ่านไม่รู้ตัวก็ได้)

ผมไม่เห็นเหตุผลว่า ทำไมต้องมีข่าวการปลุกเสกจตุคามฯ ที่นั่นที่นี่ได้แทบทุกวัน นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดในเชิงอภินิหารต่างๆ นานาในวันปลุกเสกมาประกอบ เช่น เกิดพระอาทิตย์ทรงกลด รวมถึงรูปถ่ายที่มีจุดกลมๆ ปรากฎอยู่ในภาพ ซึ่งหลายๆ ภาพดูแล้วน่าจะเป็นการทำขึ้นมาเองเสียมากกว่า ยิ่งช่วงหลังสังเกตได้ว่า จะเห็นดาราไปโผล่ตามงานปลุกเสกจตุคามฯ กันมากขึ้น บางรายอาจศรัทธาจริง แต่บางรายเหมือนไปงานโชว์ตัวซึ่งมีเจ้าภาพเชิญไปเรียกเรตติ้งสร้างความคึกคักให้กับจตุคามฯ รุ่นนั้น

ทุกวันนี้สื่อกำลังหากินกับความงมงายของผู้คน แทนที่จะแสดงบทบาทในการเป็นผู้ให้องค์ความรู้ใหม่ๆ หรือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่ตรงกันข้ามกลับช่วยกันปั่นกระแสความเชื่อในเรื่องโชคลาง สิ่งอภินิหารต่างๆ นานา เพียงเพื่อจะได้หารายได้เข้ากระเป๋าตัวเองในรูปแบบต่างๆ อันแยบยล

สื่อมวลชน ณ วันนี้ได้ลดคุณค่าของตัวเองอย่างไม่เหลือศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ แล้วพร้อมกระโจนสู่กระแสทุนนิยมที่นึกถึงแต่การกอบโกยกำไรเป็นหลักอย่างเต็มตัว

ในฐานะผู้เคยได้ชื่อว่าเป็นสื่อมวลชนเก่า รู้สึกเศร้าใจยิ่งนัก

Posted by: voiceofbird | พฤษภาคม 11, 2007

๖. เกินฝัน

หลังจากได้งานที่สำนักข่าววิทยุในตำแหน่งเดิมคือ คนแปลข่าวต่างประเทศ แม้เนื้องานจะเหมือนเดิมคือนั่งแปลข่าวที่รับมาจากเทเล็กซ์เมืองนอก แต่ที่ต่างกันไปบ้างคือ ข่าวที่แปลสำหรับออกในวิทยุนั้น ไม่ต้องแปลยาวเหมือนแปลในหนังสือพิมพ์

หลักการเขียนข่าวของสำนักข่าวต่างประเทศ ส่วนใหญ่ย่อหน้าแรกคือส่วนที่เป็นเนื้อหาหลักสำคัญ ส่วนย่อหน้าท้ายๆ นั้นส่วนใหญ่จะเป็นส่วนเสริมหรืออาจจะเรียกว่าเป็นประเด็นรองลงไป ซึ่งถ้าเนื้อที่มีมากพอเราก็อาจจะแปลทั้งหมด แต่ในกรณีที่มีเนื้อที่ในหน้าหนังสือพิมพ์จำกัด เราก็จะตัดเนื้อหาท้ายของข่าวทิ้งไปได้เลยก็ได้ เพราะมันไม่สำคัญมาก

พอมาแปลข่าววิทยุปุ๊บ ส่วนใหญ่ผมจะแปลโดยหยิบเอา ๒-๓ ย่อหน้าแรกมาแปลเท่านั้น เพราะข่าววิทยุจะสั้น ใช้เวลาน้อย ดังนั้นจึงต้องแปลเอาประเด็นโชะๆ เลยว่าข่าวนั้นๆ เขาพูดถึงอะไร หรือเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น

สไตล์การทำงานข่าววิทยุจะแตกต่างจากหนังสือพิมพ์ราย ๓ วันที่ผมเคยทำอย่างสิ้นเชิง เพราะมันมีข่าวทุกต้นชั่วโมง เราต้องตื่นตัวตลอดเวลา เรียกว่าเฝ้าเครื่องเทเล็กซ์อยู่ตลอดคอยดูว่า จะมีข่าวอะไรใหม่ๆ ที่ส่งมาบ้าง ไม่เหมือนตอนทำหนังสือพิมพ์มันมีเวลาให้เราอ้อยอิ่งได้บ้าง

ปรกติผมจะต้องแปลข่าวทิ้งไว้ทุกชั่วโมง จากนั้นก็จะมีหัวหน้าข่าวมาเลือกข่าวไปให้ผู้ประกาศอ่าน มีบ้างเหมือนกันที่ข่าวที่แปลไว้ไม่ได้เอาไปใช้ออกอากาศ เพราะข่าวในประเทศมีเรื่องที่สำคัญเข้ามาหลายเรื่องมากกว่า ข่าวต่างประเทศก็ต้องโดนตัดไป เนื่องจากข่าวต้นชั่วโมงจะใช้เวลาไม่เกิน ๕ นาที ข่าวๆ หนึ่งก็จะใช้เวลาอ่านประมาณนาทีเศษๆ ดังนั้นข่าวช่วงหนึ่งก็จะมีประมาณสัก ๓ ข่าวเต็มที่

ลำดับความสำคัญของข่าว แน่นอนว่าอันดับหนึ่งก็คือข่าวการเมือง ตามมาด้วยข่าวเศรษฐกิจ ข่าวต่างประเทศ และข่าวกีฬา

ช่วงแรกที่มาทำงานที่ใหม่ ผมก็ต้องเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบการทำงานแบบใหม่นี้อยู่ประมาณ ๒ อาทิตย์เห็นจะได้ หลังจากนั้นพอเริ่มคุ้นชินกับสไตล์ทำข่าววิทยุ ผมก็ไม่มีปัญหาอะไร

วิธีแปลข่าวของผมก็คือ นั่งแปลและพิมพ์ใส่คอมพิวเตอร์จากนั้นก็ค่อยสั่งพิมพ์ออกมา แล้วก็จะนำไปวางทิ้งไว้ที่ตะกร้าข่าว รอให้หัวหน้าข่าวมาเลือกไป ช่วงมาทำแรกๆ ผมก็จะแปลข่าวทิ้งเอาไว้เยอะมาก แต่ถูกเอาไปใช้จริงๆ ไม่กี่ข่าว พอทำงานไปได้สักระยะก็ชักจะเริ่มเก๋า ก็จะเริ่มแปลน้อยลงไม่แปลทิ้งไว้ แต่จะใช้วิธีเลือกดูข่าวจากต่างประเทศเป็นชั่วโมงต่อชั่วโมง

เนื่องจากแปลข่าววิทยุมันไม่ยาวมาก ผมจึงใช้เวลาแปลเต็มที่ไม่เกิน ๑๕ นาทีต่อข่าว คือเน้นจับเอาประเด็นหลักๆ มาแปล แล้วก็เพิ่มรายละเอียดเข้าไปอีกนิดหน่อยก็พอ

แต่ก็ไอ้เพราะเริ่มทำตัวเก๋านี่แหละทำให้บางครั้งก็เกือบซวยเหมือนกัน เพราะพอมาแปลข่าวชั่วโมงต่อชั่วโมง มันก็มีบ้างบางชั่วโมงที่มัวแต่นั่งเมาท์เพลินจนลืมดูเวลาว่าจะเข้าช่วงข่าวแล้ว จนผู้ประกาศมาสะกิดถามหาข่าวต่างประเทศนั่นแหละถึงได้รู้ตัว ทีนี้ไฟลนก้นเลย สับสปีดเร็วกว่านรก บอกผู้ประกาศข่าวให้เข้าห้องไปอ่านข่าวอื่นก่อน เดี๋ยวข่าวต่างประเทศจะตามไป

เรียกว่าแปลกันเดี๋ยวนั้น พิมพ์กันเดี๋ยวนั้น เร่งกันด่วนจี๋ ชนิดที่พอผู้ประกาศรับกระดาษข่าวที่เราแปลไปมือแทบไหม้

แต่เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนักหรอก ก็แค่อย่างสร้างความตื่นเต้นให้กับชีวิต แหะๆ

ผมโชคดีที่พี่ปองแกให้อิสระในการทำงานเต็มที่ แม้ว่าจะมีพี่บุษเป็นหัวหน้าโดยตรงผมอีกที แต่พี่บุษก็ปล่อยให้ผมเลือกข่าวเอง แปลเองไปเลย ส่วนแกจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการแปลข่าวสกู๊ปซึ่งจะต้องเอาไว้ออกอากาศตอนหัวค่ำ วันๆ หนึ่งแกจึงมีมุมของแก ไม่ค่อยได้มาสุงสิงกับผมเท่าไหร่ ผมก็เลยคล้ายกับว่าเป็นคนรับผิดชอบข่าวรายชั่วโมงด้วยตัวเอง ขอให้มีข่าวแปลส่งทุกชั่วโมงเป็นพอ ที่เหลือเขาค่อนข้างเชื่อประสบการณ์ของผมจากเครดิตที่ทำงานเก่าพอสมควร ถึงตรงนี้ก็ต้องนึกขอบคุณชื่อเสียงของที่ทำงานเก่าผมไว้เหมือนกัน

แม้จะต้องกลับมานั่งทำงานแปลอีก แต่ช่วงนั้นผมก็สนุกกับงานมาก อาจจะด้วยบรรยากาศที่ทำงานไม่ซีเรียสเหมือนที่เก่า แถมเพื่อนร่วมงานก็รุ่นๆ เดียวกันเป็นเด็กเพิ่งจบกันแทบทั้งนั้น ช่วงนั้นเลยค่อนข้างจะทำงานด้วยความสุข นั่งทำงานอยู่จนดึกจนดื่นแทบทุกวัน

แต่ความคิดที่อยากจะเป็นนักข่าวของผมก็ยังมีอยู่ตลอด แน่นอนว่าผมเห็นเพื่อนนักข่าววิ่งเข้าวิ่งออกออฟฟิศ ในขณะที่ผมนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศอย่างเดียวก็อยากจะออกไปทำข่าวบ้าง แต่ก็นั่นแหละมันยังไม่มีช่องทางที่ผมจะได้ย้ายไปทำงานเป็นนักข่าวได้ง่ายๆ แต่บรรยากาศโดยรวมก็ยังถือว่าดีกว่าตอนทำงานอยู่ที่เก่า

แล้วจู่ๆ สิ่งที่ผมรอคอยก็มาถึงโดยไม่คาดฝัน เมื่อวันหนึ่งพี่ปองเรียกผมเข้าไปคุยโดยที่ประชุมมีหัวหน้าข่าวสายต่างๆ นั่งอยู่กันครบ ผมเข้าไปฟังด้วยจึงรู้ว่าเขากำลังเตรียมการทำข่าวการประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หรือที่เรียกสั้นๆ กันว่า “เอเปก” งานเดียวกันกับที่บ้านเราเคยเป็นเจ้าภาพไปเมื่อไม่กี่ปีนี่เอง

ในปีที่ผมทำงานอยู่นั้น เจ้าภาพการประชุมเอเปกคือประเทศอินโดนีเซีย ตอนแรกผมเข้าใจว่าพี่ปองจะให้ผมเข้าไปรับ Brief งานของฝ่ายต่างประเทศที่อาจจะต้องมีงานแปลชิ้นพิเศษในช่วงงานเอเปก แต่สิ่งที่ผมนึกไม่ถึงก็ออกมาจากปากพี่ปอง

“พี่คิดว่า เราจะส่งนักข่าวไปทำข่าวเอเปกที่โน่น ซึ่งพี่ตัดสินใจแล้วว่า นกงานนี้เธอต้องไป” คำพูดของพี่ปองเล่นเอาผมอึ้งไปสักพักนึง ก่อนที่จะตั้งสติได้แล้วตอบพี่ปองไป

“คือผมไม่แน่ใจว่า ผมจะทำได้หรือเปล่า แบบว่าผมยังไม่เคยออกไปทำข่าวจริงจังเลยสักครั้งเดียว ผมไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่”
“พี่เชื่อว่า เธอทำได้ เธอมีความสามารถอยู่แล้ว”

แม้ตอนนั้นผมจะไม่มีความมั่นใจเลยว่า ผมจะทำงานชิ้นนี้ได้หรือไม่ เพราะมันเป็นงานใหญ่มาก ไม่ใช่แค่ทำข่าวระดับประเทศ แต่มันเป็นการทำข่าวระดับนานาชาติ แต่ในใจผมตอนนั้นมันบอกกับตัวเองว่า ผมไม่มั่นใจเลย แต่ผมก็รู้สึกว่าอยากจะทำงานชิ้นนี้มากๆ

หัวหน้าข่าวหลายๆ คนคัดค้านความคิดพี่ปองเพราะคิดว่าผมยังใหม่เกินไป แต่พี่ปองก็ยังยืนยันว่าจะส่งผมไปโดยให้เหตุผลว่า แกต้องการสร้างคนขึ้นมา

“พี่โตมาจากการที่ผู้ใหญ่ให้โอกาสพี่มาตลอด วันนี้พี่ก็เลยอยากจะให้โอกาสน้องมันบ้าง ถ้าเราไม่เปิดโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่ได้ทำงานระดับนี้บ้าง มันก็จะไม่มีคนใหม่ๆ พัฒนาขึ้นมา”

ตอนนั้นผมหัวใจพองโตมากเมื่อได้ยินพี่ปองให้เหตุผลแบบนี้กับหัวหน้าข่าวทุกคน หลังจากนั้นแนวคิดแบบพี่ปองจึงเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของผมในเวลาต่อมา เมื่อผมมีศักยภาพที่จะให้โอกาสใครได้ ผมจะหยิบยื่นโอกาสอันนั้นให้กับคนอื่นๆ ทันที

ถึงตรงนี้ผมทำงานกับที่ทำงานใหม่ได้ยังไม่ถึง ๓ เดือนดี จะว่าไปยังไม่พ้นโปรฯ ด้วยซ้ำ แต่ผมกำลังจะได้เดินทางไปทำข่าว ในสายงานอาชีพที่ผมใฝ่ฝันอยากจะทำมานาน แถมได้ไปทำข่าวถึงต่างประเทศซะด้วย

ได้แต่รู้สึกในตอนนั้นว่า “มันเกินฝันไปมากจริงๆ”

โปรดติดตามตอนต่อไป
 

sign.jpg

ไปเจอในบอร์ดเว็บเอ็มไทย เห็นครั้งแรกแล้วฮามาก
ในฐานะแฟนหงส์เลยขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อให้ฮากันถ้วนหน้า

แม้ว่าผมจะสามารถทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของผมมีระบบปฏิบัติการสองตัวในเครื่องเดียวกันได้สำเร็จ คือวินโดวส์และอูบุนตู แต่สุดท้ายผมก็ตัดสินใจลบอูบุนตูทิ้งด้วยเหตุผลที่ว่า คงไม่ได้ใช้มันแน่ๆ

เอาล่ะ ผมก็แค่อยากลองตามประสาหนุ่มไทยใจหาญกล้า (ฮ่าๆ) พอได้ลองได้รู้แล้วก็จบ ถามว่าประทับใจกับอูบุนตูมั้ย ก็คงต้องบอกว่าประทับใจมากกว่า ๘๐% แต่เสียคงที่บราวเซอร์ยังไม่รองรับภาษาไทยได้ดีเท่าที่ควร ทำให้ชีวิตบนโลกไซเบอร์ค่อนข้างมีปัญหา นอกนั้นถ้าเป็นงานที่ใช้ Application อื่นๆ ก็พิมพ์ไทยได้ปรกติครับ แต่ประเด็นคือ ผมใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ค่อนข้างเยอะ ท่องเว็บภาษาไทยค่อนข้างแยะ ถ้ามันยังมีปัญหาแบบนี้ก็คงต้องถอยหลังก่อน

แต่ผมคิดว่า อนาคตคงได้กลับมาลองใช้ลีนุกซ์อีกครั้ง เพราะได้ข่าวมาว่าลีนุกซ์ทะเล ซึ่งเป็นลีนุกซ์สายพันธุ์ไทยๆ พัฒนาโดยคนไทย กำลังจะออกเวอร์ชั่นใหม่เร็วๆ นี้ โดยเอาโครงสร้างของอูบุนตูมาดัดแปลง คาดว่าปัญหาภาษาไทยน่าจะได้รับการแก้ไขให้ดีกว่าเดิม เอาไว้ตัวที่เป็นทางการออกมาเมื่อไหร่คงได้เอามาลองใช้กันดูครับ ถึงตอนนั้นคงจะเอามาบอกเล่าที่นี่กันอีกที

สรุปแล้ว ผมได้อะไรจากการลงอูบุนตูในครั้งนี้
๑. ได้ลองติดตั้งลีนุกซ์บนเดสก์ทอปพีซีเป็นครั้งแรก
๒. ได้ลองสร้างให้คอมพิวเตอร์มีระบบปฎิบัติการสองระบบ (วินโดวส์กับลีนุกซ์)
๓. ได้รู้วิธีการไรท์แผ่นซีดีแบบ ISO
๔. ได้รู้จักกับอูบุนตูอย่างสนิทสนมเสียทีหลังจากที่ได้รับรู้ข้อมูลก่อนหน้านี้มานาน
๕. ได้รู้ว่า ตัวเองแค่ชอบอูบุนตูแต่ยังไม่ถึงกับหลงรัก
๖. ได้เรียนรู้ว่า โลกนี้มีของฟรีและดีอยู่จริง

ขอบคุณผู้สรรค์สร้างลีนุกซ์ และโปรแกรมใช้งานประเภท open source ทั้งหลายแหล่ในโลกนี้ทุกๆ ท่าน
จงยึดมั่นในอุดมการณ์ของพวกท่านต่อไป แม้คนไทยอาจจะไม่เห็นคุณค่าของโปรแกรมเหล่านี้ เพราะถูกสปอยล์ด้วยการใช้วินโดวส์เถื่อน และโปรแกรมเถื่อนอื่นๆ กันเป็นปรกติอยู่แล้ว แต่ผมเชื่อว่า freeware และ open source จะเป็นทางรอดของโลกในภายภาคหน้า

ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขอคารวะนักพัฒนาโปรแกรมเหล่านี้ด้วยหัวใจ

Older Posts »

หมวดหมู่